รองปลัด สธ. เผย การส่งทีมแพทย์ช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว "เมียนมา" เน้นความปลอดภัยสูงสุด ตามความสมัครใจ ปฏิบัติงานทีมละ 1 สัปดาห์
- สำนักสารนิเทศ
- 555 View
- อ่านต่อ
คาดการณ์ปี 2568 ไทยมีประชากรต่างด้าว กว่า 5.3 ล้านคน ไม่มีเอกสารประจำตัว 1.2 ล้านคน ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบหลักการนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในกลุ่มคนต่างด้าวประชากรแฝง โดยส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) เพื่อยืนยันตัวตน โดยใช้การพิสูจน์อัตลักษณ์เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงโรคติดต่อและภัยสุขภาพจากกลุ่มประชากรแฝง พร้อมให้รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเสริม ภูมิต้านทานโรคหัดให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ใน 4 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีน ลดการเสียชีวิต
วันนี้ (4 เมษายน 2568) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/ 2568 โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมกล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์โรคติดต่อชายแดน เช่น วัณโรค มาลาเรีย อหิวาตกโรค และโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มประชากรแฝงและในพื้นที่ชายแดน ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ ภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีประชากรและแรงงานต่างด้าวเข้ามาประกอบอาชีพจำนวนมาก และมีภาวะสุขภาพและโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 - 27 กันยายน 2567 พบผู้ป่วยสะสม 1,704,626 ราย เสียชีวิต 3,955 ราย
นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ปี 2568 คาดการณ์ว่ามีประชากรต่างด้าว 5,366,608 คน แบ่งเป็น 1) กลุ่มแรงงาน 3,350,969 คน / กลุ่มผู้ติดตาม 78,864 คน 2) กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะสิทธิ 736,775 คน และ 3) กลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัว 1,200,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการยืนยันตัวตน จึงต้องมีการวางระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ให้มีการยืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) หรือรหัสเฉพาะบุคคล (Health ID) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อและภัยสุขภาพจากประชากรแฝงกลุ่มนี้ โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ประสานงานกับสภากาชาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาจัดทำระบบและแนวทางปฏิบัติต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 กรมควบคุมโรค สภากาชาดไทย และ NECTEC ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือฯ โดยมีองค์การอนามัยโลก (ประเทศไทย) เป็นพยาน ดำเนินการใน 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ตาก และกรุงเทพมหานคร โดยระบบ TRCBAS ของสภากาชาดไทย เป็นระบบการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ใช้เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) การจดจำใบหน้า (face recognition) และการจำลายม่านตา (iris recognition) เพื่อสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขการเฝ้าระวังและป้องกันควบคุมโรค ในบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัว
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ แนวทางปฏิบัติในการให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเสริมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้ดำเนินการรณรงค์วัคซีนเสริมภูมิต้านทานโรคหัด และมอบหมายคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา เร่งให้วัคซีนหัดเสริมในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโดยเร็วและลดการเสียชีวิต ซึ่งจากข้อมูลในปี 2567 พบผู้ป่วยสงสัยโรคหัด 10,000 กว่าราย ตรวจยืนยัน 5,372 ราย เสียชีวิต 11 ราย ในจำนวนนี้ 9 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และยังคงมีการระบาดอยู่ โดยเกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ ทั้งนี้ โรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลาน อายุ 9 เดือน และ 1.5 ปี ไปรับบริการได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงรพ.สต. ทั่วประเทศ
************************************4 เมษายน 2568