นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สายพันธุ์เชื้อไวรัสโควิด 19 ว่า ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการติดตามโอมิครอน จำนวน 8 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ JN.1* เป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง และมีสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง จำนวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ KP.2*, KP.3*, KP.3.1.1, JN.1.18*, LB.1*, XEC (สายพันธุ์ลูกผสมของ KS.1.1 และ KP.3.3) และ LP.8.1 (สายพันธุ์ย่อยของ KP.1.1.3) ทั้งนี้ สายพันธุ์ LP.8.1 มีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันเทียบเท่ากับสายพันธุ์ XEC ที่เป็นสายพันธุ์ที่มีการระบาดมากที่สุดในปัจจุบัน โดยสายพันธุ์ LP.8.1 มีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในตำแหน่งโปรตีน Spike ได้แก่ S31-, F186L, R190S, R346T, V445R และ K1086R โดยการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง V445R นั้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการจับกับโปรตีนตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ (Human agniotensin-converting enzyme 2, hACE2) ซึ่งทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้เร็วขึ้นและอาจเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อของสายพันธุ์นี้ อย่างไรก็ตามวัคซีนโควิด 19 ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันความรุนแรงจากสายพันธุ์นี้




นายแพทย์ยงยศ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภาพรวมทั่วโลกจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า สายพันธุ์ XEC* มีแนวโน้มลดลง โดยมีอัตราการพบมากที่สุดในสัดส่วน 46.80% ส่วนสายพันธุ์ KP.3.1.1* และ JN.1* มีอัตราการพบลดลงเล็กน้อย ขณะที่ LP.8.1* มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์สายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทย JN.1* ยังคงเป็นสายพันธุ์หลัก พบจำนวน 1,454 ราย คิดเป็นสัดส่วนสะสม 64.97% ของสายพันธุ์ทั้งหมดที่พบในไทย ส่วนสายพันธุ์ XEC* และ LP.8.1* สัดส่วนที่พบยังคงน้อยกว่า 10% สายพันธุ์ KP.2, KP.3.1.1 และ LB.1 เริ่มพบตั้งแต่ช่วงต้นปีและมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงปัจจุบัน โดยสัดส่วนที่พบของแต่ละสายพันธุ์ยังน้อยกว่า 10% เช่นกัน อย่างไรก็ตามกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูลกลาง GISAID อย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันประเทศไทยเผยแพร่จีโนม จำนวนสะสม 47,494 ราย นับตั้งแต่เริ่มสถานการณ์ระบาดโรคโควิด 19 ในประเทศไทยเดือนมกราคม 2563 ถึง 31 มีนาคม 2568
View 55
04/04/2568
ข่าวในรั้ว สธ.
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์