ข่าวในรั้ว สธ.

พิมพ์

กรมควบคุมโรค เตือนผู้ปกครองช่วงปิดสถานศึกษาเพื่อลดการติดเชื้อโควิด 19 ควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เข้าถึงแหล่งน้ำตามลำพัง เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำ


          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนในช่วงปิดสถานศึกษาเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 ขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดและหาพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก ระมัดระวังไม่ให้เด็กเข้าถึงแหล่งน้ำตามลำพัง เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำ โดยปีที่ผ่านมาพบว่าแหล่งน้ำที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ คลอง รองลงมาคือ สระน้ำ

          วันนี้ (8 มกราคม 2564) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 นี้ สถานศึกษาในหลายพื้นที่ปิดเพื่อลดการรวมตัวกันของคนจำนวนมากและเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งบุตรหลานส่วนใหญ่จะอยู่กับบ้าน แต่อาจมีเด็กๆ บางส่วนที่มักชวนกันไปเล่นตามสถานที่ต่างๆ จึงขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดและหาพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก ระมัดระวังไม่ให้เด็กเข้าถึงแหล่งน้ำตามลำพัง เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำ

          จากข้อมูลมรณบัตร ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข ในเบื้องต้นของปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 63 พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิต 423 ราย ลดลงจากปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน 77 ราย เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี มากที่สุดถึง 188 ราย (ร้อยละ 44.4) เพศชายจมน้ำเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงประมาณ 2 เท่า วันเสาร์และวันอาทิตย์มีสัดส่วนการจมน้ำสูงที่สุด 155 ราย (ร้อยละ 36.6) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด (161 ราย) รองลงมาคือ ภาคกลาง (152 ราย) ส่วน 5 จังหวัดแรกที่จมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ขอนแก่น สุรินทร์ นครราชสีมา และสกลนคร

          โดยจากรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ ของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ในเบื้องต้นของปี 2563 พบว่ามีรายงานเหตุการณ์การจมน้ำ 77 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 61 ของเด็กที่จมน้ำจะเสียชีวิต โดยแหล่งน้ำที่เกิดเหตุเป็นคลองมากที่สุด (ร้อยละ 19.5) รองลงมาเป็นสระน้ำ ทะเล และหนองน้ำ ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบเหตุการณ์การจมน้ำในถังน้ำ โอ่งน้ำ สระว่ายน้ำพลาสติก ที่อยู่บริเวณบ้านถึงร้อยละ 5.2 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ เวลา 12.00-17.59 น. (ร้อยละ 54.6) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเด็กจมน้ำเสียชีวิตพบว่าเด็กอยู่กับเพื่อนมากที่สุด (ร้อยละ 68.1) ซึ่งกิจกรรมก่อนเกิดเหตุ มีสาเหตุจากการเล่นน้ำ (ร้อยละ 63) รองลงมาคือ พลัดตกลื่น

            นายแพทย์โอภาส กล่าวแนะนำประชาชนว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ประชาชนหยุดอยู่บ้าน และเป็นช่วงปิดสถานศึกษาหลายแห่ง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ขอเตือนผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ห้ามไม่ให้เด็กไปเล่นน้ำ เพราะอาจเกิดการรวมกลุ่มกันซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการจมน้ำได้ กรณีที่มีการทำสถานที่ให้เด็กเล่นน้ำชั่วคราวในบ้านขึ้น เช่น เปิดน้ำใส่สระยาง ถังน้ำ กะละมัง ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เด็กโตดูแลเด็กเล็กตามลำพัง

          สำหรับคำแนะนำ มีดังนี้ 1.ติดตั้งกลอนล็อคประตูห้องน้ำให้อยู่สูงที่เด็กไม่สามารถเปิดเองได้ 2.เทน้ำในถังน้ำหรือในภาชนะทิ้งทุกครั้งหลังใช้งาน 3.คว่ำสระยางหรือภาชนะเพื่อไม่ให้มีน้ำขัง 4.จัดพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย/คอกกั้นเด็กที่ไม่ใกล้แหล่งน้ำให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 5.ไม่ให้เด็กเข้าถึงแหล่งน้ำตามลำพัง ทำรั้วรอบแหล่งน้ำ ปิดคลุมสระน้ำและยกบันไดออกหลังใช้งาน 6.เด็กต้องอยู่ในสายตาผู้ดูแล/ผู้ปกครองตลอดเวลาและไม่ควรให้เด็กอยู่ตามลำพังกับเด็กโต  นอกจากนี้ ในกรณีสระว่ายน้ำที่ใช้ร่วมกัน เช่น ในคอนโด สนามกีฬา สระเอกชน ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญดูแลความปลอดภัยตลอดเวลาที่มีผู้มาใช้บริการ และต้องสวมใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยจนกว่าจะถึงสระว่ายน้ำและเก็บไว้ในถุงสะอาด จากนั้นให้สวมใส่อีกครั้งเมื่อขึ้นจากสระ ห้ามบ้วนน้ำลาย ปัสสาวะ หรือสั่งน้ำมูกลงในน้ำเป็นอันขาด ไม่ควรพูดคุยเล่นกับเพื่อน และเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร สอบถามเพิ่มเติมสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422    

****************************************

ข้อมูลจาก: กองป้องกันการบาดเจ็บ/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 8 มกราคม 2564


จากหน่วยงาน : กรมควบคุมโรค เปิดดู 245 view
วันที่ประกาศข่าว : 8 มกราคม 2564 เวลา 16:14 น.