ข่าวเพื่อมวลชน

พิมพ์

สธ.เร่งตรวจโควิดเชิงรุกเพิ่มกลุ่มแรงงานต่างด้าว จ.สมุทรสาคร


        กระทรวงสาธารณสุข เร่งคัดกรองเชิงรุกแรงงานต่างด้าว จ.สมุทรสาคร ขอความร่วมมือนายจ้างกักกันผู้ติดเชื้อในโรงงานเหมือนตลาดกลางกุ้ง ชี้ยิ่งพบผู้ติดเชื้อเร็วยิ่งช่วยควบคุมโรคได้มาก แนะประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท ไม่มีการสวมหน้ากาก พูดตะโกนเสียงดัง เสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อสู่ครอบครัว ส่วนสถานบันเทิงย่านปิ่นเกล้าติดเชื้อเพิ่มรวม 82 ราย ล่าสุดพบที่กาญจนบุรีอีก 2 ราย

        วันนี้ (5 มกราคม 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ปฏิบัติหน้าที่รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยนพ.โอภาสกล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลกมีผู้ป่วยสะสม 86.1 ล้านราย เพิ่มขึ้น 5.34 แสนราย เสียชีวิตสะสม 1.86 ล้านราย เพิ่มขึ้น 9 พันราย โดยสหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 5.8 หมื่นรายในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วนเรื่องเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์อังกฤษแม้มีแนวโน้มแพร่กระจายง่าย แต่ไม่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีน ขอประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศอย่างถูกต้องเข้ารับการกักกันในสถานกักกันโรคทุกแห่ง 14 วัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายพันธุ์ใดก็ตรวจจับได้ทั้งหมด

         สำหรับประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 527 ราย เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ 82 ราย คัดกรองเชิงรุกในแรงงานต่างด้าว 439 ราย และสถานกักกันโรค 6 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสม 8,966 ราย รักษาหายแล้ว 4,397 ราย เสียชีวิตสะสม 65 ราย มีผู้ติดเชื้อรวม 56 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 จังหวัด คือ น่าน และสิงห์บุรี ทั้งนี้ การติดเชื้อโควิด 19 กลุ่มก้อนสมุทรสาคร มีผู้ติดเชื้อ 2,526 ราย กระจายใน 45 จังหวัด เป็นคนเมียนมาร้อยละ 71  ไทยร้อยละ 24  และอื่นๆ ร้อยละ 5  โดยพบการแพร่ระบาดที่สมุทรสาคร  กทม. นครปฐม สมุทรปราการ และพื้นที่รอบๆ ส่วนที่กระจายไปจังหวัดอื่นๆ สามารถตรวจค้นหาผู้สัมผัสได้ครบ ไม่เกิดการแพร่กระจายต่อและควบคุมได้รวดเร็ว ทั้งนี้ ที่ จ.สมุทรสาคร จะเร่งคัดกรองเชิงรุกจุดเสี่ยงที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่น เช่น โรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการออกค่าใช้จ่ายในการตรวจ หากพบผู้ติดเชื้อขอให้กักกันไว้ในสถานประกอบการเหมือนกรณีตลาดกลางกุ้ง ซึ่งการพบผู้ติดเชื้อเร็วขึ้นจะยิ่งควบคุมโรคได้มาก

        ส่วนกรณี จ.ระยอง มีความสัมพันธ์กับบ่อนการพนัน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุเฉลี่ย 49 ปี ผู้ติดเชื้อร้อยละ 57  ไม่มีอาการ  พบแพร่ระบาดไปสู่ชุมชน ครอบครัว นักเรียน และแพร่กระจายไปหลายจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก มีความสัมพันธ์กับบ่อนการพนัน 197 ราย บ่อนไก่ 11 ราย ฟิตเนส 9 ราย สถานบันเทิง 6 ราย ตลาด A 5 ราย โรงเรียน 3 ราย และตลาด B 2 ราย  ซึ่ง กรณีบ่อนการพนันเป็นสถานที่มีความเสี่ยงเพราะอากาศถ่ายเทไม่สะดวก มีความแออัด คนจำนวนมากและใกล้ชิดกันไม่สวมหน้ากาก ตะโกนเสียงดัง เมื่อเจ็บป่วยไม่บอกบุคลากรทางการแพทย์ตามความเป็นจริง ทำให้เกิดความเสี่ยง ติดคนในครอบครัว ขอความร่วมมือให้เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ จะสามารถช่วยประเทศได้ หากไม่ให้ความร่วมมือจะดำเนินการตามกฎหมาย

         “แม้การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในภาคกลาง สมุทรสาคร กทม. และภาคตะวันออก ดังนั้น ศบค.จึงกำหนดให้ จ.สมุทรสาคร ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือสีแดงเข้ม ต้องเข้มงวดในจุดเสี่ยงต่างๆ จุดที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ผู้คนไม่สวมหน้ากาก อยู่กันอย่างแออัด

         ห้ามเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยไม่ให้ติดเชื้อและนำเชื้อไปสู่ครอบครัวและชุมชน ส่วนพื้นที่ควบคุมจะมีมาตรการลดหลั่นลงไป สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังสูงส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ  ตะวันออกเฉียงเหนือ และใต้ ต้องเข้มข้นเฝ้าระวังตรวจจับผู้ติดเชื้อและติดตามผู้สัมผัส มีไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้ออย่างละเอียดเพื่อควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว” นพ.โอภาสกล่าว

           นพ.โอภาสกล่าวว่า  กรณี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายถูกจับได้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ กทม.จำนวน 19 ราย พบติดเชื้อ 7 ราย เข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ ขอย้ำเตือนประชาชน เจ้าของบ้านเช่า โรงแรม คอนโด สถานประกอบการ โรงงาน ถ้ายังรับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เข้ามาอยู่อาศัยและทำงาน ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย จะควบคุมโรคไม่ได้ ดังนั้น หากพบแรงงานผิดกฎหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบจะเป็นประโยชน์ในการสอบสวนควบคุมโรค

           ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ปฏิบัติหน้าที่รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความก้าวหน้าในการสอบสวนโรคโควิด 19 ที่เกี่ยวเนื่องกับ จ.ระยอง มีปัจจัยเสี่ยงจากสถานที่เล่นพนัน บ่อนไก่ และฟิตเนส เป็นต้น ล่าสุดพบผู้ป่วยเพศชาย อายุ 33 ปี ที่ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 มีประวัติใช้บริการที่ฟิตเนส และเป็นผู้สัมผัสของผู้ป่วยยืนยัน ที่ จ.ระยอง และในวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ได้เดินทางจากระยองไปเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ไปตรวจที่โรงพยาบาลเพราะได้ข่าวมามีคนที่ระยองติดเชื้ออยู่ในการดูแลของแพทย์ เป็นผู้มีอาการป่วยน้อย เบื้องต้นมีเพื่อน 2 คนติดเชื้อ จากการรับประทานอาหารและดื่มเหล้า มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกว่า 60 คน และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำอีกจำนวนหนึ่ง โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเจ้าหน้าที่แนะนำให้เฝ้าระวังสังเกตอาการ วัดไข้ติดตามอาการให้ครบ 14 วัน หลีกเลี่ยงคลุกคลีใกล้ชิดผู้อื่น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้สำรับอาหาร รับการตรวจหาเชื้อ 1 ครั้ง หากมีอาการก่อนแนะนำให้ไปตรวจวินิจฉัย โดยสวมหน้ากากอนามัย ไปรถส่วนตัวหรือโทรศัพท์ให้รถพยาบาลมารับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ให้สังเกตอาการ 14 วัน หลักเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่น

       ส่วนกรณีสถานบันเทิงร้านอาหารย่านปิ่นเกล้า มีผู้ติดเชื้อรวม 82 ราย ใน กทม.และปริมณฑล ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธรรมชาติของคนไปสถานบันเทิงมักไปมากกว่า 1 แห่ง นักร้องหรือคนทำงานในสถานบันเทิงมีงานในหลายร้าน โอกาสที่จะแพร่เชื้อระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการเกิดขึ้นได้ง่าย ล่าสุด ที่จ.กาญจนบุรีพบผู้ติดเชื้อ 2 ราย เป็นชายอายุ 24 ปี หญิงอายุ 30 ปี ทำงานที่เดียวกัน ระหว่างวันที่ 20-28 ธันวาคม ทำงานในบ่อนพนัน ย่านปิ่นเกล้า โดยวันที่ 3 มกราคม กลับบ้านที่ จ.กาญจนบุรี ช่วงบ่ายเริ่มมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น จึงไปขอตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่โรงพยาบาลมะการักษ์ ผลตรวจพบติดเชื้อ   นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 เกี่ยวข้องกับสนามชนไก่ใน จ.อ่างทอง  47 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง 39 ราย สิงห์บุรี 4 ราย พระนครศรีอยุธยา 2 ราย ลพบุรีและสุพรรณบุรีจังหวัดละ 1 ราย ขอให้ผู้ที่มีประวัติเสี่ยงและสมาชิกครอบครัวผู้ใกล้ชิดกับผู้ที่ไปสนามชนไก่สังเกตอาการตัวเองเป็นเวลา 14 วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ไปสนามชนไก่   หากมีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส รีบไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

 ********************************** 5 มกราคม 2564

****************


จากหน่วยงาน : กลุ่มภารกิจด้านข่าวและสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักสารนิเทศ เปิดดู 2104 view
วันที่ประกาศข่าว : 5 มกราคม 2564 เวลา 19:00 น.